โรคแพ้โปรตีนนมวัว.....น่ากลัวกว่าที่คิด

หลายคนมีความเชื่อว่า เด็กจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และฉลาดก็ต่อเมื่อได้รับสารอาหาร

ที่เพียงพอและมีคุณภาพ ซึ่งนอกจากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้ว นมกระป๋องสำเร็จรูปก็เป็นอีก

หนึ่งทางเลือกที่ให้แม่ยุคใหม่เลือกให้ลูกกินเป็นอันดับต้น ๆ ด้วยเพราะมีการโฆษณานมสำหรับ

เด็กกันมาก บรรยายสรรพคุณกันไปต่าง ๆ นานา
       

       
ยี่ห้อนี้.... ป้องกันโรคภูมิแพ้
       ยี่ห้อนี้.... ช่วยทำให้เด็กฉลาด
       ยี่ห้อนี้.... สร้างภูมิคุ้มกันได้
       ยี่ห้อนี้.... ”
       

       ความเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อที่ไม่ผิด แต่นอกจากการได้รับสารอาหารเพียงพอเพื่อให้ลูกฉลาดแล้ว

 จะแน่ใจได้อย่างไรว่า สารที่เจือปนมากับนมกระป๋องจะไม่ส่งผลกระทบต่อลูกน้อยได้..โดยเฉพาะอย่าง

ยิ่งโรคที่มีชื่อว่า “โรคแพ้โปรตีนนมวัว”
       
       โรคภูมิแพ้ จัดเป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่งในประเทศไทย จากการศึกษาอัตราความชุกของโรคใน

ประเทศไทย พบว่า มีอัตราความชุกอยู่ระหว่าง 15- 45 % โดยประมาณ โดยพบโรคโพรงจมูกอักเสบจาก

ภูมิแพ้ มีอัตราชุกสูงสุดในกลุ่มโรคภูมิแพ้ นั่นหมายความว่า ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ มีปัญหา

เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้อยู่
       
       โรคภูมิแพ้ แม้ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงใด ๆ แต่ก่อให้เกิดความรำคาญและทำให้ร่างกาย

ของผู้ที่เป็นโรคนี้อ่อนแอได้ หากไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะทุก

วันนี้เด็กกินนมแม่น้อยลง ทำให้เด็กเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น
       
       พญ.ภาสุรี แสงศุภวานิช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 เปิดเผยว่า จากสถิติเด็กไทยเกิดปีละประมาณ 8 แสนคนต่อปี การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง

 6 เดือน เพียงร้อยละประมาณ 20 % เพราะฉะนั้นจะมีเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมวัวประมาณ 6 แสนคน และมีเด็ก

แพ้นมวัวสูงถึงปีละ 20,000 ราย
       
       “ทารกที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ คือ ทารกที่มีบิดามารดา พี่น้องท้องเดียวกันเป็น

โรคภูมิแพ้ หรือการกินนมวัวขณะตั้งครรภ์ ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการให้ทารกได้รับนมแม่

ทั้งในระยะกินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และให้ต่อเนื่องกับอาหารอื่นตามวัย ซึ่งนมแม่มีกลไกใน

การป้องกันโรคแพ้อาหาร เนื่องจากการกินนมแม่ช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ร่างกายจะได้รับ

เช่น โปรตีนนมวัว และในน้ำนมแม่มีภูมิคุ้มกันช่วยจับสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอาหาร ทำให้สารก่อ

ภูมิแพ้เหล่านั้นไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของลูก ที่สำคัญการกินนมแม่ยังช่วยลดการติดเชื้อ

แบคทีเรียในวัยทารก ”
       
       พญ.ภาสุรีบอกด้วยว่า โรคแพ้โปรตีนนมวัวนี้ ถือเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยากมาก บางรายพอได้รับนมวัวปุ๊บ

ก็มีอาการทันที เช่น มีผื่นแดงขึ้นบริเวณผิวหน้า แขน ขา ลำตัว ปากเจ่อบวม ขณะที่บางรายช่วงแรกที่ดื่มนม

วัวจะยังไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา แต่พอดื่มไปสักพัก 2-3 เดือน ก็จะมีอาการเป็นหวัดเรื้อรัง ท้องเสีย อาเจียน

ถ่ายมีเลือดปน หายใจขัด คัดจมูก หลับไม่สนิท ผื่นแพ้ ซึ่งส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นโรคธรรมดาในเด็ก ก็เลยยิ่ง

ทำให้เด็กเจ็บป่วยโดยไม่จำเป็น และไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง

        ที่สำคัญคือ การแพ้โปรตีนนมวัวในวัยทารกเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเป็นโรคหืดเมื่อเด็กโตขึ้นได้

                       

      นอกจากนี้ ในระยะ 4-6 เดือนแรก เยื่อบุทางเดินอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบน้ำย่อยสารต่าง ๆ

ของทารกยังไม่แข็งแรง ดังนั้นการได้รับนมผสม หรืออาหารอื่น ทำให้ทารกเสี่ยงต่อการเกิดการแพ้อาหาร

และการกระตุ้นให้เกิดผื่นที่ผิวหนัง เนื่องจากนมผสมและอาหารอื่น จัดเป็นสิ่งแปลกปลอม เนื่องจากใน

ระยะที่ทารกยังมีระบบทางเดินอาหารที่ไม่แข็งแรง โปรตีนแปลกปลอมเหล่านี้จึงไม่ถูกย่อย หรือทำลาย

ความแปลกปลอมลงไม่ให้ได้มีโอกาสเล็ดลอดไปก่อให้เกิดการแพ้ได้ง่าย
       
       “โรคแพ้โปรตีนนมวัว ถึงจะเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่อาการจะส่งผลต่อเนื่องในอนาคตได้ เช่น

 โรคนี้จะทำให้เด็กหลับไม่สนิท ก็จะส่งผลให้เด็กเรียนไม่รู้เรื่อง ง่วงซึม หรือหวัดเรื้อรัง เด็กก็จะได้

รับยาปฏิชีวนะเรื่อย ๆ เมื่อได้รับบ่อย ๆ จะเสี่ยงต่อการแพ้ยา ถ้าแพ้รุนแรงอาจถึงชีวิตได้ ซึ่งเป็น

ปัญหาเรื้อรังในระยะยาว เห็นได้จาก โรคหืดเป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เด็กขาดเรียน อาการ หายใจ

ไม่ทัน มีเสียงหืดขณะหายใจ ต้องพ่นยาขยายหลอดลม ค่าใช้จ่ายที่ตามมาก็จะมีความทวีคูณขึ้น ”

แพทย์คนเดิมอธิบาย
       
       ทั้งนี้ เห็นได้จากเด็กในสมัยก่อนมีอัตราการเสี่ยงโรคภูมิแพ้น้อย เพราะเด็กกินนมแม่เยอะ แต่ด้วยวิวัฒนา

การทันสมัยในปัจจุบัน นมผงสำเร็จรูปจึงเข้ามามีบทบาทในการเลือกให้ทารกบริโภค ด้วยเพราะเชื่อในอานุภาพ

ของส่วนประกอบที่พยายามเลียนแบบให้ใกล้เคียงนมแม่ ซึ่งสารประกอบบางตัวที่อ้างถึงนั้นอาจมีส่วนประกอบที่

ต่างจากน้ำนมแม่ได้ เช่น นมแม่มี นิวคลีโอไทด์ ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ส่วนประกอบ

นิวคลีโอไทด์ ในนมแม่ ต่างจาก นิวคลีโอไทด์ ในนมผสม
       
       ด้าน อัญญาลักษณ์ สามัติถิยดีกุล แม่ของน้องนีนี่วัย 11 เดือน เล่าว่า เหตุที่ให้ลูกกินนมวัวเพราะไม่มี

น้ำนมให้ลูกได้กินเพียงพอ หลังจากคลอดแล้วประมาณ 3 วันลูกร้องไห้ตอนกลางคืนมาก จึงต้องพึ่งนมกระป๋อง

 โดยให้ลูกกินวันละ 3 ขวด ขวดละ 9 ออนซ์ต่อวัน ซึ่งถือว่าเยอะมาก ทำเช่นนี้เรื่อย ๆ ไปประมาณ 1 เดือน

 ลูกเริ่มมีผื่นแดงขึ้นตามผิวหน้าและลำตัว
       
       อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นพยายามหยุดนมกระป๋องแต่ด้วยเพราะไม่มีน้ำนมจึงไม่มีทางเลือก หลังจากที่

เข้าเดือนที่ 2 ลูกเริ่มเป็นหวัดบ่อยมาก และถ่ายเยอะ 5-6 ครั้ง ต่อวัน หรือมากที่สุด 9 ครั้งต่อวัน
       
       “พอเริ่มเห็นท่าไม่มีดีแล้ว จึงพาน้องนีนี่ไปหาหมอ ตรวจอุจจาระ เจอสารเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงซึ่ง

สารพวกนี้เป็นสารเพาะเชื้อ คุณหมอจึงแนะนำให้เปลี่ยนนมเป็นนมถั่วเหลือง หลังจากนั้นอาการก็หาย แต่พอ

ไปตรวจอีกครั้งก็ยังพบเม็ดเลือดขาว และเม็ดเลือดแดงอยู่ จึงเปลี่ยนมาเป็นนมสลายโปรตีน สำหรับเด็กแพ้

นมวัวและนมถั่วเหลือง ซึ่งไม่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป แถมราคายังสูงถึง 2-5 เท่า เมื่อเทียบกับราคานมทั่วไป ”
       
       แม่น้องนีนี่เล่าต่อว่า นอกจากนมวัวและนมถั่วเหลืองที่น้องกินไม่ได้แล้ว ขนมหรือคุกกี้ที่มีส่วนผสมของ

นมวัวและนมถั่วเหลืองก็กินไม่ได้เช่นกัน และน้องนีนี่ยังง่ายต่อสิ่งกระตุ้นให้เกิดการแพ้ง่ายขึ้น เช่น ไรฝุ่น

เกสรต่าง ๆ ผ้าห่ม ผ้านวมด้วย
       
       เช่นเดียวกับ ภานิภักษ์ แม่ของน้องซานตร้า วัย 1 ขวบ 9 เดือน ที่เล่าว่า ให้นมลูกจนลูกอายุ 1 ขวบ

 8 เดือน ก็ต้องหยุดให้เพราะมาทราบภายหลังว่าได้ตั้งท้องลูกคนที่ 2 ได้ ประมาณ 6 สัปดาห์ ระหว่างนั้นก็ให้

กินอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของนม ทำให้น้องซานตร้ามีผื่นแดงทั้งหน้า หอบ หน้าบวม ปากบวม จึงหยุดให้

อาหารเสริม หลังจากนั้นประมาณ 1 ชม. อาการก็ดีขึ้น ทราบภายหลังว่าลูกแพ้โปรตีนนมวัว ส่งผลให้แพ้อาหาร

ตระกูลสตรอว์เบอร์รี่ ไข่ขาว อาหารทะเล เพราะเมื่อแพ้โปรตีนนมวัวแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายแพ้ง่ายขึ้น
       
       นอกจากนี้ การให้เด็กดื่มนมกระป๋องตั้งแต่แรกเกิดยังทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะได้รับภูมิต้านทานโรคที่ดี

ซึ่งมาจากน้ำนม “โคลอสตรัม” เป็นหัวน้ำนมที่มีสารภูมิคุ้มกันเชื้อโรค มีวิตามิน เกลือแร่ และสารช่วยการเจริญ

เติบโตที่สำคัญสูงกว่านมระยะหลังถึง 10 เท่า เด็กจึงปลอดภัยจากโรคติดเชื้อต่าง ๆ เช่น ท้องเสีย หรือปอดบวม

เนื่องจากระยะแรกนั้น แม้ช่วงสมองจะมีพัฒนาการที่เร็วมาก แต่ร่างกายก็มีความบอบบางมากเช่นกัน และเป็น

สิ่งที่นมผสมไม่สามารถเติมสารใด ๆเลียนแบบได้เลย
       
       ขณะเดียวกันการที่ไม่ได้ให้ลูกดื่มนมแม่ตั้งแต่แรก ยังพลาดโอกาสที่สำคัญที่สุดที่จะได้รับอาหารที่

เหมาะสมกับพัฒนาการทางสมอง ซึ่งถือว่า ทารกในช่วง 6 เดือนแรกนี้ สมองจะมีการเติบโตที่รวดเร็วมาก

 ดังนั้นการให้อาหารที่เหมาะสมกับการเติบโตของสมองทารกจะช่วยให้เด็กมีความเฉลียวฉลาด
       
       แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือ การให้ลูกดูดนมแม่ทันทีหลังเกิดเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสายใยรัก กระตุ้นให้เกิดพลังรัก พลังความผูกพัน โดยสัมผัสดังกล่าวช่วยให้สมองของทารกมีการเชื่อมต่อ อันส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กอีกด้วย
       
       เรื่อง....สุรีย์พร ชัยบุตร

 ที่มา :  www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000078002



 

Comment

Comment:

Tweet

โอ้ววว น่ากลัวจังค่ะ

#1 By *~ happyah ~* on 2009-09-04 16:43